ทิก้วยลี้ เดิมแซ่ หลี่ ชื่อ เหียน เกิดยุคชุนชิว เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด หน้าตาดี ไม่ชอบทำมาหากินหรือมีครอบครัวเหมือนชาวบ้าน ชอบทางบำเพ็ญตบะถือศีลกินเจ เห็นว่าอำนาจวาสนา ลาภยศสรรเสริญ สมบัติพัสถานล้วนเป็นภาพมายา ดุจเมฆหมอกลอยกลางอากาศ ไม่นานก็จางหายไป เมื่อหลี่เหียนพิจารณาเห็นสัจธรรมเช่นนี้ จึงตัดสินใจสละทางโลก อำลาญาติมิตรไปบำเพ็ญพรตอยู่ในถ้ำ ปฏิบัติธรรมเข้าฌามสมาธิจนสำเร็จสามารถถอดกายทิพย์และจิตวิญญาณออกจากร่าง
วันหนึ่งมีนัดต้องไปเข้าเฝ้า ลีเลากุน ผู้เป็นอาจารย์ที่เขาหัวซัน จึงฝากลูกศึษย์ให้ดูแลร่าง จะไปแต่กายทิพย์ส่วนร่างทิ้งไว้ที่นี่ ถ้าเกิน 7 วันเรายังไม่กลับให้เผาร่างได้เลยเมื่อท่านถอดจิตไปแล้ว มารดาผู้เป็นศิษย์ป่วยหนักคนทางบ้านมาส่งข่าวให้รีบกลับ ศิษย์ไม่อาจทนอยู่เฝ้าร่างได้จึงนำร่างไปเผาในวันนี้ 6 ท่านกลับมาในวันที่ 7 ไม่พบลูกศิษย์ไม่เห็นร่างของตนก็เข้าใจ แต่ไม่เคืองไม่แยแสกระไรไปเข้าร่างขอทานขาพิการที่เพิ่งเสียชีวิต ร่างใหม่ขอทานของท่านจึงพิการข้างหนึ่ง ดังในรูปทุกวันนี้ เวลาเดินใช้ไม้เท้าเหล็กค้ำคนจึงเรียกว่าทิก้วยลี้จึงถูกยกย่องให้เป็นผู้นำของเซียนทั้งแปด
ฮั่นเจ็งหลี มีชีวิตในสมัยฮั่น จึงเรียกกันว่า ฮั่นเจงหลีเป็นบุตรของแม่ทัพเจงหลีจาง วันที่เกิดมีแสงสว่างจ้าไปทั้งจวนแม่ทัพ ผู้คนตกใจคิดว่าไพไหม้วิ่งไปยังจวนจะดับไฟพอไปถึงไม่เห็นอะไรมีแต่ฮูหยิน ภรรยาแม่ทัพคลอดบุตรเป็นชายมีลักษณะดีผิดแผกทารกทั่วไป คือมีร่างกายใหญ่โตเท่าเด็ก 3 ขวบ ลักษณะฉายแววผู้วิเศษ หน้าผากกลมโต หูยาว คิ้วดก ตาโต จมูกโด่ง ปากกว้าง โหนกแก้มอูม ปากแก้มแดงราวกับทาด้วยชาด อกผายกว้างหนา และแขนขาว ที่พิเศษกว่านั้นคือฮั่นเจงหลีไม่กินไม่ร้องเลยเป็นเวลาถึง 6 วัน พอเข้าวันที่ 7 คำพูดแรกคือ “เดินทางมาจากในราชสำนัก” เมื่อโตขึ้นได้ไต่เต้าจนเป็นแม่ทัพ คราวหนึ่งนำทัพไปปราบกบฏโทวฮวน เกิดพ่ายศึกยับเยินตัวเขาหนีรอดคนเดียว เข้าไปในหุบเขาได้พบกับนักพรตชรา ต่อมาได้บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นเซียน
ลือต้งปิง เกิดในสมัยราชวงศ์ถังเป็นคนเฉลียวฉลาดแต่เด็กเคยไปสอบจิ้นชื่ออสองครั้งแต่สอบตก อายุ 64 ปีท่องเที่ยวพเนจรทั่ว ระหว่างพักโรงตี้ยมเมืองหันเอ้อ ได้พบกับอาจารย์ฮั่นเจงหลี ทั้งสองสนทนาธรรมะถูกอัธยาศัยลื่อต้งปิงถอนใจว่าชีวิตช่างอาภัพ สอบจิ้นชื่อไม่ได้สักครั้ง ฮันเจงหลีเอาหมอนในย่ามยื่นให้พร้อมกล่าว เจ้าจงหนุนหมอนใบนี้ทำให้ทุกอย่างสมหวัง จึงหนุนหมอนหลับไม่รู้ตัว ขณะนั้นเจ้าของโรงเตี๊ยมกำลังนึ่งข้าวเกาเหลีงอยู่ ลื่อต้งปิงฝันเห็นอนาคตว่า ชั่วครู่เดียวชีวิตขึ้น ๆ ลง ๆ เปลี่ยนแปลงมากมายตั้งแต่สอบได้จิ้นชื่อ เป็นนายอำเภอเมืองหลั่วหยังได้เลื่อนตำแหน่งหลายครั้ง กระทั่งเป็นแม่ทัพรบชนะข้าศึกมา อำนาจวาสนา มั่งมีศรีสุข 50 ปี เป็นอัครมหาเสนาบดี 10 ปี ต่อมาถูกปลดออกจากตำแหน่ง ชีวิตตกระกำลำบากตื่นขึ้น ฮั่นเจงหลีกล่าวว่า เกาเหลียงยังไม่สุก ฝันจบชั่วชีวิต ลื่อต้งปิงแปลกใจอาจารย์รู้ความฝัน ฮั่นเจงหลีว่า ชีวิตคนก็เป็นเช่นนี้แหละ ลื่อต้งปิงจึงปลงตกละกิเลศขอปวารณาเป็นศิษย์ได้ผ่านการทดสอบการเป็นเซียน 10 บท ฮั่นเจงหลี่ได้นำลื่อต้งปิงไปบำเพ็ญเพียรบนเขานกกระเรียนและถ่ายทอดเคล็ดลับ จนสำเร็จเป็นเซียน
น่าไฉ่ฮั้ว เป็นคนสมัยฮั่น ชอบใส่เสื้อผ้าขาด ใสรองเท้าข้างเดียวถือกรับไม้ยาวฟุตเศษ เที่ยวเดินร้องเพลงขอทานเรื่อยไปเพลงที่ร้องมีเนื้อเพลงเป็นคติเตือนในจนคน เมื่อได้เงินก็เอามาร้อยเป็นพวงแล้ววิ่งลากไปตามถนน เชือกขาดเงินหลุดหล่นหายไปก็ไม่สนใจ มีเงินเหลือกินก็นำไปแจกจ่ายแก่คนยากจนหน้าร้อนใส่เสื้อหนา หน้าหนาวหิมะตกกลับใส่เสื้อตัวเดียวนอนบนหิมะ ต่อมาทิก้วยลี้และฮั่นเจงลีได้มาชวนไปบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นเซียน
จางเกว๋าะเหล่า เป็นคนสมัยถังเป็นนักพรตจำศีลภาวนาที่ จงเถียงซัน ไปไหนมาไหนมักขี่ลาเผือกกลับหัว โดยหันหน้าไปทางหางลาเป็นปริศนาธรรมเป็นการสื่อให้เห็นถึงการสวนกลับทางความคิดหรือมองในทิศทางที่ต่างออกไป ลานี้เป็นลาวิเศษ ไม่ใช้ก็พับเก็บใส่กระเป๋าดั่งกระดาษเวลาขี่เอาน้ำพ่นกลายเป็นดังเดิม
ฮ้อเซียนโกว เกิดในสมัยราชวงศ์ถัง เป็นชาวเมืองกวงโจวเป็นคนใจบุญและก็ฉลาด วันหนึ่งได้พบกับเซียนลื่อต้งปิง เซียนเห็นวาวส่งผลท้อให้กินเมื่อกินผลท้อแล้วก็จะไม่รู้สึกหิวอีกและยังยังสามารถทำนายโชคชะตาของคนอื่น คืนวันหนึ่งเทพดาได้เข้าฝันให้เธอกินแป้งฮุนบ้อทำให้ตัวเบาและไม่ตายเมื่อโทรเธอตื่นขึ้นมา ลองทำตามในฝันหลังจากกินแป้งฮุ้นบ้อ กินแล้วปรากฏว่าตัวเบาเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วหลังจากนั้นมักขึ้นเขา ลงเขาอยู่เสมอ ขากลับยังนำผลไม้ต่างๆมาฝากมารดาเป็นประจำ
ต่อมาข่าวลอยไปถึงพระนางบูเซ็กเทียนได้ส่งคนไปเชิญมาเข้าเฝ้าระหว่างทางปรากฏว่าหายตัวไปคณะเชิญค้นหาเท่าใดก็ไม่พบ ปรากฏภายหลังว่ามีคนเห็นนางขี่เมฆลอยอยู่บนฟ้า จึงรู้ว่าได้สำเร็จเป็นเซียนไปแล้ว
เชาก๊กกู๋ เดิมชื่อ เชาจิ่งซิว เชาก๊กกู๊ เชาก๊กกู๋เป็นคนเที่ยงตรง มีเมตรา และรักสงบไม่ชอบโก้หรูเนื่องจากละอายที่เชายี ก่อกรรมทำชั่ว จนถูกท่านเปาตัดสินประหารชีวิต จึงตัดสินใจขึ้นเขาไปในบำเพ็ญเพียรในถ้ำ ต่อมาได้พบกับฮั่นเจงหลี่ และลื่อต้งปิง ซึ่งได้ถามว่าได้ข่าวว่าท่านบำเพ็ญธรรม เพื่ออะไร เชาก๊กกู๊ตอบว่าข้าพเจ้าว่าไม่ประสงค์อะไรนอกจากความแท้จริง เซียนทั้งสองจึงถามว่าความแท้จริงคืออะไรและฟ้าก็คือใจ บัดนี้ท่านค้นพบตัวเองแล้วจากนั้น เซียนทั้งสองได่ถ่ายทอดมรรควิถีแก่เชาก๊กกู๊ จนบำเพ็ญสำเร็จเป็นเซียนในที่สุด
ฮั่นเซียงจือ สมญานาม ชิงฟู เกิดในสมัยถัง กำพร้าพ่อแม่มาตั้งแต่เด็กๆ นิสัยรักสันโดษชอบปลีกวิเวกและรักการอ่านหนังสือทั้งวัน วันหนึ่งท่านลื่อต้งปิง ได้มาโปรดจนบำเพ็ญเพียรสำเร็จเป็นเซียน ฮั่นเซียงจือ ยังกตัญญโปรดผู้เป็นอาให้ละทิ้งตำแหน่งขุนนางมาบำเพ็ญธรรม ใช้เวลานานถึง 9 ปี จึงโปรดสำเร็จ
|